Firewall แผนจารกรรมที่ ‘พลิกล็อค?’

Home Entertainment 19 January 2012 | 0 Comments

Tagged in , ,

ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีเวลาเข้าไปดูหนังโรงสักเท่าไหร่ ดังนั้นการเขียนเล่าถึงหนัง ส่วนมากจะเป็นรูปแบบ Home Entertainment ซะมากกว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ดูหนังแผ่นแล้วมาเขียนเล่าให้ฟัง หยิบหนังตั้งแต่ปี 2006 มาหนึ่งเรื่อง พลิกดูชื่อเรื่องชื่อว่า Firewall หรือมีชื่อไทยยาว ๆ ว่า หักดิบระห่ำ แผนจารกรรมพันล้าน

เรื่องนี้เคยตั้งใจว่าจะดูเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสและอารมณ์ ทำให้ไม่ได้ดูสักที วันนี้มีเวลาว่างยาว ๆ ที่ไม่ยอมใช้อ่านหนังสือ เปิดหนังเรื่องนี้ดู ปรากฎมันกลับมีความยาวเพียงแค่ 105 นาทีเท่านั้น รู้งี้ดูไปตั้งนานแล้ว…

เรื่องมันมีอยู่ว่า… แจ็ค สแตนฟิลด์ เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ให้กับธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง ระบบความปลอดภัยที่เขาออกแบบนั้น มีความแข็งแกร่งมาก จนมันสร้างชื่อให้กับเขาเลยก็ว่าได้ ตำแหน่งงานของเขาถึอได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ไม่น่าแปลกใจที่ทั้งภรรยาของเขา เบ็ธ และลูก ๆ ทั้งสอง มีชีวิตที่สุขสบายไม่ลำบาก

แต่ไม่มีความปลอดภัยใดอยู่ตลอด บิล ค็อกซ์ ใช้เวลาร่วมปีศึกษาพฤติกรรมของแจ็คและครอบครัว ทั้งพฤติกรรมการออนไลน์ การใช้โทรศัพท์ รวมไปถึงปัญหาด้านสุขภาพ เขารู้ทุกอย่าง วันหนึ่งค็อกซ์เดินทางมาที่บ้านของแจ็ค และจับครอบครัวเขาเป็นตัวประกัน และสั่งให้แจ็คเจาะเข้าระบบรักษาความปลอดภัย ที่แจ็คนั้นเป็นคนออกแบบมันมากับมือ และโอนเงินมาให้เขาทั้งหมด 100 ล้านเหรียญ

นอนดูจนจบ… เอิ่ม หนังมันมีแค่นี้เนี่ยนะ มันเร้าอารมณ์ความรู้สึกได้เพียงเล็กน้อยจริง ๆ มันเป็นความง่าย การพลิกล็อคที่ไม่น่าสนใจ ประกอบรวมเข้ากับเนื้อหาที่ซ้ำซากและจำเจ ทำให้เรื่องนี้มันดูธรรมดาไปถนัดตา

ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ต้องการดันไปให้สุดในทางแนวไหน จะเป็นหนังบู๊แหลก ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น จะเป็นหนังครอบครัว พ่อช่วยลูก ก็ทำออกมาไม่ซึ้ง ไม่น่าสงสาร ไม่น่าเห็นใจ หรือจะเป็นหนังหักเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ ก็ยังไม่ถึงขั้น ถ้าหากลองนึกเป็นภาพให้เข้าใจง่ายกว่าเดิม คงเหมือนการเอาหนังเรื่อง Die Hard 4.0 กับ Taken หรือซีรีย์ 24 มาเทรวมกันเท่านั้นเอง (แต่เรื่องพวกนั้นมันเกิดขึ้นทีหลังเรื่องนี้นี่หน่า)

ที่จั่วหัวไว้ว่า “แผนจารกรรมที่พลิกล็อค?” คือทุกอย่างมันง่ายไปหมด บอกตามตรงว่าในตอนแรก ๆ คนร้ายเหมือนเตรียมตัวมาดี มีความพร้อมทุกอย่าง ปูเนื้อเรื่องมาเหมือนต้องใช้สมองสู้กันอย่างเต็มที่ แต่พอเอาเข้าจริง มันยังขาดมิติอยู่มาก เป็นที่มาของคำว่า “แค่นี้น่ะเหรอ?”

สรุป เรื่องนี้มันเป็นหนังธรรมดา ๆ เรื่องนึง ที่เอาไว้ดูยามว่าง อย่าใสใจ อย่าตั้งความหวัง แล้วคุณจะไม่อารมณ์เสียกับมันครับ

Facebook Comments