Man of Steel มาเริ่มกันใหม่ตั้งแต่ต้น
ฮีโร่ที่โด่งดังที่สุดในโลกเลยว่าได้ Superman กลับมาแล้ว คราวนี้กลับมาในชื่อ Man of Steel
เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมอยากดู แต่ทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่ามันต้องออกมาไม่ดีเท่าไหร่
แต่ถึงอย่างนั้น ก็คงต้องดู เพราะว่าภาคนี้ได้รับการนิยาม Superman ใหม่เกือบจะทั้งหมด
ทำเอาภาพ Superman ที่ใส่กางเกงในสีแดงเอาไว้นอกกางเกงที่เคยติดตามเรา หายไปจนหมดสิ้น
นับว่าเป็นการตีโต้คืนของทางฝั่ง DC Comics ที่เป็นการ์ตูนฮีโร่เหมือน ๆ ทางฝั่ง Marvel แต่ทว่า
ทำไมมีแค่ Batman ที่สามารถแจ้งเกิดได้ในโรงเพียงแค่ตัวเดียว (แล้วยังเป็นฝีมือของโนแลนด์อีกด้วย)
ในภาคนี้จึงได้จับโนแลนด์เข้ามามีส่วนร่วมด้วยซะเลย ถึงแม้ว่าไม่ได้กำกับอย่างเต็ม ๆ แต่หนังเรื่องนี้
ก็ยังมีเสน่ห์ของโนแลนด์หลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง
ขึ้นปี 4 ครั้งแรกและครั้งเดียว
วันนี้เป็นวันเปิดเทอม แต่ว่าไม่ได้ไป ม. เพราะอะไรหน่ะเหรอ เพราะว่าวิชาเรียนยังไม่ 100% เลยไม่ไป
งง ๆ ไหม? เข้าใจแค่ว่าวิชาที่อยากเรียนมันอยู่วันพรุ่งนี้ แล้ววิชาที่ลงได้วันนี้ ไม่ค่อยอยากเรียนเท่าไหร่
เลยไม่ไป กะรอดูพรุ่งนี้ก่อนว่าวิชาที่อยากเรียนจริง ๆ อาจารย์ให้แอดหน้าห้องได้ไหม ถ้าได้ก็จะดรอปตัวนี้
ถ้าไม่ได้ก็จะมาเริ่มเรียนตัวนี้สัปดาห์หน้ากัน พิมพ์เท่านี้คงเข้าใจแล้วนะ?
ทำไมวิชาเรียนถึงได้มีปัญหาทุกปีเลย…
ตั้งแต่ปี 1 ถึง 4 ไม่เคยมีปีไหนที่สรรเสริญสำนักทะเบียนเลย มีแต่จะสาปแช่ง สาปส่งเสียด้วยซ้ำ
เพราะว่าระบบมันห่วยแตกแหกกระจายเสียจริง ๆ ตอนแรก ๆ ปี 1 ปี 2 ก็เครียด ๆ อยู่นะ เวลาลงทะเบียนไม่ทัน
ต้องมานั่งเสียบ นั่งหาวิชาอื่นลงแทน แต่ตอนนี้มันชินชา ตายด้านไปหมดแล้ว มันแบบ… เอ่อ ช่างมัน
ถ้าจะบ่นเรื่องสำนักทะเบียน ต้องเปิด Blog อีกตอนเลยล่ะมั้ง ข้าม ๆ ไปก่อนละกัน กลับมาเรื่องปี 4
ปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว ต่อไปจะไม่มีอะไรมาคุ้มกันเราได้อีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะเรียนต่อ ป.โท มันก็ไม่เหมือนกัน
รู้สึกว่าชีวิตการศึกษากำลังจะจบลงในอีก 1 ปีข้างหน้านี้
ว่ากันตามตรง…
ตั้งแต่ที่เข้าปี 1 มา ผมอยากเรียนให้จบเร็ว ๆ เหลือเกิน ไม่รู้เพราะอะไร รู้แค่ว่าเรามาถึงระดับมหาวิทยาลัยแล้ว
อยากรีบเรียน รีบจบ ชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่าการศึกษาสิ แล้วพอปีสุดท้ายมาถึง ความคิดของผมยังเหมือนเดิม…
ผมอยากรีบ ๆ เรียนให้จบ แต่ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป มันเป็นความรู้สึกกลัวบวกกับกังวล กับชีวิตที่ต้องมีหลังจากนี้
ผมไม่รู้สึกอาลัยอาวรเหมือนที่คนอื่น ๆ โพสกันเต็มเฟสอะไรนั่นหรอก แบบปี 4 แล้ว แก่แล้ว ปีสุดท้ายแล้ว ไรงี้
เพราะยังไงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากจะเรียนซิ่วไปเรียนปี 1 ใหม่ทุก ๆ ปี แต่ใครบ้างจะทำแบบนั้นล่ะ?
ชีวิตการศึกษาปีนี้…
ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับตัวเองยังไงดี อยากทำในสิ่งที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ ก่อนที่เวลาแห่งการศึกษาจะหมดไป
เชื่อว่าพอเรียนจบ เวลามันจะหายากขึ้นไปอีก ดังนั้นเรื่องที่อยากทำที่คิด ๆ ไว้ในหัว จะพยายามทำให้ได้ทุกอย่าง
ส่วนเรื่องความสนุกสนานเฮฮา อยากได้ไม่เหมือนก่อน แต่ไม่เป็นไร เพราะผมคิดว่าผมได้รับสิ่งนั้นมาอย่างเต็มที่
ในตอนที่เรียนอยู่ปี 3 แล้ว ดังนั้นปีนี้จะลดลงบ้างก็ไม่เป็นอะไร
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเปิดทุกทีต้องมาเขียน Blog แบบนี้ทุกที ทำไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้
แต่ก็ช่างเหอะ เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้มันก็ดีเหมือนกัน
NOW YOU SEE ME ยิ่งใกล้ความเป็นจริงยิ่งน้อยลง
กว่าจะมีเวลามาเขียน Blog ตอนนี้ ผ่านไปนานเหมือนกันนะเนี่ย
NOW YOU SEE ME เป็นหนังที่บอกกับตัวเองไว้ว่า “อยากดูที่สุดในปีนี้”
เห็นตั้งแต่ตัวอย่างแรก ๆ ที่ปล่อยออกมาให้ชมกันแล้ว นี่แหล่ะเป็นหนังแนวมายากลที่หามานาน
แต่ตอนนั้นยังไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมาก แม้กระทั่งกำหนดวันฉายก็ยังไม่รู้ ทำได้แค่ติดตาม
ข่าวคราวที่ออกมาน้อยเหลือเกิน อยู่ห่าง ๆ ก็เท่านั้น
จำได้ว่ามีหนังแนวมายากลไม่กี่เรื่อง ที่เคยดูในโรงหนัง และหนึ่งในนั้นคือ The Prestige ซึ่งเป็นอะไรที่
งงมากตามสไตล์ของโนเลน แต่ได้รับความรู้สึกดี ๆ จากหนังเรื่องนั้นอยู่ กลับกัน NOW YOU SEE ME
ได้เอามายากล มาผสมให้เข้ากับอาชญากรรม การโจรกรรม ซึ่งมันก็ลงตัวอย่างพอดิบพอดี ทำให้
เกิดพล็อตใหม่ ๆ ขึ้นในหนังแนว ๆ นี้
Fast & Furious 6 มันส์ทะลุเข็มไมล์จริง ๆ
ไปดูมาแล้ว… แล้วก็กว่าจะเขียนเสร็จ ใช้เวลานานมากกกกกกก ช่วงนี้ยุ่ง ๆ
จะว่ามันเป็นหนังรถแข่ง แข่งรถ ที่โด่งดังที่สุดในโลกก็ว่าได้นะกับเรื่อง Fast & Furious
ซึ่งภาคนี้ก็เดินทางกันมาอย่างยาวนาน จนถึงภาคที่ 6 แล้ว ภาคนี้ไม่ได้มีการเล่นเสียงเล่นคำอะไร
เรียกว่า Fast & Furious 6 กันอย่างนั้นเลย
เนื้อเรื่องภาคนี้ยังคงดำเนินต่อจากภาค 5 ครับ ไม่ได้มีการสลับสับเปลี่ยนแต่อย่างใด
ไม่เหมือนอย่าง Tokyo Drift ที่โดดออกมาภาคเดียวเลย ซึ่งมันก็เป็นภาคที่สนุกที่สุดอยู่เสมอ ๆ
ผมไม่รอช้า หนังลงโรงวันแรกก็เข้าดูเลย หารอบที่เช้าที่สุดด้วย ตอนแรกคิดว่าต้องต่อคิวจอง
เหมือนครั้ง IRON MAN 3 แน่ ๆ แต่ผิดคาด… เรื่องนี้ไม่มีคนอยู่หน้าโรงเลย ทั้งโรงก็เรียกได้น้อยเลยล่ะ
เออ… แปลกดีเหมือนกัน ไม่เข้าใจทำไมเป็นแบบนี้นะ (สงสัยไม่ใช่วันหยุดเหมือนครั้งนั้น)
มีเรื่องน่าเสียดายที่ภาคนี้ เป็นภาคสุดท้ายของผู้กำกับ จัสติน หลิน ที่จะกำกับภาค 6 เป็นภาคสุดท้าย
ก่อนที่จะเปลี่ยนแนวไปกำกับผลงานด้านอื่น ๆ ดูบ้าง โดยผู้กำกับคนนี้ มีผลงานกำกับ Fast & Furious
ตั้งแต่ภาค 3-5 และมาจบลงที่ภาค 6 เป็นภาคสุดท้าย นับได้ว่าเป็นคนปลุกปั้นหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว
เพราะภาค 1 และ 2 ต้องยอมรับว่ายังไม่โดนใจเท่าไหร่ แต่นับตั้งแต่ภาค 3 Fast & Furious ก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ





















